การดูแลรักษาเครื่อง HPLC ปัญหาที่พบบ่อย และแนวทางการแก้ไข

HPLC เป็นเครื่องมือวิเคราะห์สารที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถประยุกต์ใช้กับงานวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพได้หลากหลาย ทำให้มีผู้ใช้งานเครื่องจำนวนมาก ทั้งนักวิจัย นักศึกษา อาจารย์ อย่างไรก็ตามเครื่องมือ และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ ของ HPLC มักมีราคาแพง เมื่อเกิดปัญหากับเครื่องมือ หรือระบบเครื่อง ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูง ปัญหาที่มักพบในระหว่างการใช้งานเครื่อง HPLC  ประการหนึ่งคือ ขาดการดูแลบำรุงรักษา และการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการเตรียมระบบก่อนทำการวิเคราะห์ และการล้างระบบเมื่อการใช้งานเสร็จสิ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาต่อเครื่องทั้งระบบได้ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องการดูแลรักษาเครื่อง HPLC ปัญหาที่พบบ่อย ตลอดจนแนวทางการแก้ไข เพื่อให้เครื่องมือมีอายุการใช้งานได้ยาวนาน และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมก่อนเวลาอันควร  ทั้งนี้จึงได้สรุปการดูแลรักษาเครื่อง HPLC ปัญหาที่พบบ่อย และแนวทางการแก้ไข ดังต่อไปนี้

การดูแลรักษาเครื่อง HPLC

สารเคมี/อุปกรณ์/ขั้นตอนที่ต้องดูแลรักษา วิธีการดูแลรักษา
  1. Solvent / Mobile phase
Organic solvent: HPLC grade                                filter by nylon 0.45 umWater                : ultrapure                                filter by cellulose acetate 0.45 um

Degas (Sonicator): label preparing date

  1. หัวกรอง solvent
Sonicator : เดือนละครั้ง (15 นาที, 2-3 รอบ)
  1. Pump
เพิ่มหรือลด flow rate ครั้งละไม่เกิน 0.5 ml/min
  1. Auto sample
เบอร์ rack ถูกต้อง
  1. การล้างระบบ(purge) ก่อนใช้งาน
พื่อไล่ solvent เก่าออกจาก lineตรวจสอบ log book ว่ามีการใช้ buffer ในระบบหรือไม่

  • ใช้ buffer: purge + ล้างระบบด้วยน้ำ 1 ชม.
  • ไม่ใช้ buffer : purge line + run ระบบด้วย MeOH หรือ MeOH : H2O

Prime pump : 5 ml/min (สังเกตการไหล solvent,

Pressure 280-300 psi)

  1. การบำรุงรักษา pump สำหรับผู้ใช้งาน
1. ล้าง plunger rods หลังการใช้งาน โดยใช้น้ำกลั่นหยอดที่รูด้านบนของ Plunger support ที่อยู่ด้านหลังของ Outlet check valve พร้อมกับ flow pump ประมาณ 0.2 ml/min (ควรทำถ้าใช้ buffer) กรณีมี plunger wash เปลี่ยนน้ำล้างบ่อยๆ2. ทำความสะอาด solvent filter โดย sonicate ในน้ำประมาณ 15 นาที และตามด้วย sonicate ในเมทานอล 15 นาที3. อาจต้องทำความสะอาด check valve ถ้ามีอาการ pressure แกว่ง      (ถอดออกมา sonicate 10-15 นาที ในเมทานอล)

* เมื่อเริ่มเปิดเครื่องยังไม่ flow solvent, ความดันจะประมาณ 50-60 psi หากสูงมาก ควรปรับที่ transducer

  1. ก่อนการปิด pump ภายหลังการใช้งาน
1.  ถอดคอลัมน์ออกก่อน2.  เปลี่ยน mobile phase ที่เป็นบัฟเฟอร์ด้วย น้ำ และprime pump 3 ml/min เป็นเวลา 10 นาที3. เปลี่ยน mobile phase ที่เป็นน้ำ ด้วย

90% MeOH:10%H2O prime pump 3 ml/min เป็นเวลา

10 นาที

  1. การล้าง injector
1.  Manual injector    ใช้ needle port cleaner ต่อกับ syringe barrel ฉีดล้างตำแหน่ง inject (ไม่ผ่าน loop) จะล้าง port ที่ฉีดสาร2. Auto injector   สั่ง purge line และ rinse needle
  1. การบำรุงรักษา Auto Samples สำหรับผู้ใช้งาน

*  ก่อนที่จะปิด Auto Samples (ถอดคอลัมน์ออกก่อน และทำตามขั้นตอนดังนี้ 1. เปลี่ยน mobile phase ที่เป็นบัฟเฟอร์ด้วย น้ำ และ prime pump 3 ml/min เป็นเวลา 10 นาที พร้อมกับการ Purge Injector 3 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า sample loop สะอาด2. เปลี่ยน mobile phase ที่เป็นน้ำ ด้วย 90%MeOH:10%H2O prime pump 3 ml/min เป็นเวลา

10 นาที

3. ทำการ Prime needle seal wash

  1. การรั่วของ HPLC  INJECTOR
อาจเกิดที่ needle port หรือส่วนด้านหน้าที่ใช้สอดเข็ม, ที่ vent tube หรือบริเวณ rotor sealสาเหตุที่ rotor seal เสียก่อนเวลาอันควรคือมีสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น เศษผง ผลึกเกลือจากบัฟเฟอร์ จากตัวอย่างที่ฉีดเข้าไป หรือจาก mobile phase, ชิ้นส่วนของท่อ ที่แตกหลุดเป็นชิ้นเล็กๆหรือเป็นผงจากการตะไบท่อ
  1. การยืดอายุการใช้งานของ rotor seal
1. ตรวจสอบท่อที่ใช้ว่าปราศจากผง และทำการ flush ให้เรียบร้อยก่อนการใช้งาน2. กรองตัวอย่าง และ mobile phase ทุกครั้ง3. ติดตั้งตัวกรอง (filter) ระหว่าง pump และ injector เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอนุภาคที่อยู่ใน mobile phase หรือจากปั๊ม เข้ามายัง injector ได้4. ล้าง injector บ่อยๆถ้าใช้พวกบัฟเฟอร์ โดยเฉพาะต้องทำทุกครั้งเมื่อเลิกใช้เครื่องมือ
  1. การบำรุงรักษา Detector สำหรับผู้ใช้งาน

1. Flush mobile phase ที่เป็นบัฟเฟอร์ออกจาก flow cell ด้วย น้ำ และตามด้วย 5-10 % เมทานอล ทุกครั้งหลังการใช้งาน2. Flush 6 N nitric acid ผ่าน flow cell เพื่อทำความสะอาดและ Remove ออกไซด์ที่สะสมอยู่ออกไป

ปัญหาที่พบบ่อย และแนวทางการแก้ไข

ปัญหา แนวทางการแก้ไข
  1. ไม่มี peak หรือ peak มีขนาดเล็กมาก
  • ตรวจสอบว่าเปิด lamp และ mobile phase มีการ flow
  • ปริมาณตัวอย่างเพียงพอ
  • การตั้งค่าที่ detector หรือ Recorder
  1. ไม่มีการไหลของ Mobile phase (MP)
  • ตรวจสอบว่าเปิด pump และ ระดับของ MP
  • มีการอุดตันที่ sample loop หรือมีฟองอากาศ
  • mobile phase ผ่านการกรอง และ degas
  • เกิดการรั่วตามจุดต่างๆ, pump มีคราบเกลือ อาจต้องเปลี่ยน pump seal
  • ลอง prime pump และคลาย check valve ให้อากาศออก
  1. ความดันต่ำกว่าปกติ
  • ตรวจสอบรอยรั่วตามจุดต่างๆ
  • มีการอุดตันที่ sample loop หรือมีฟองอากาศ
  • Mobile phase ผ่านการกรอง และ degas
  • เกิดการรั่วตามจุดต่างๆ, pump มีคราบเกลือ อาจต้องเปลี่ยน pump seal
  • ลอง prime pump และคลาย check valve ให้อากาศออก
  1. ความดันสูงกว่าปกติ
  • ตรวจสอบการอุดตันที่คอลัมน์ และguard column
  • ถ้าไม่ใช่ อาจมาจากระบบ เช่น pump, injector , ท่อต่างๆ
  1. มีการเปลี่ยนแปลงของ retention time
  • ตรวจสอบการรั่วตามรอยต่อต่างๆ รวมทั้ง pump
  • mobile phase ผ่านการ degas  และไม่มีอากาศใน pump
  • อาจต้องใช้ column oven
  • inject สารในปริมาณที่ลดลง (หากมวล solute มากเกิดไป retention time จะลดลง
  1. สูญเสียความสามารถในการแยก
  • mobile phase มีการปนเปื้อน
  • ประสิทธิภาพของ column และ guard column ลดลง หรือมีความดันสูง

(อาจลองเปลี่ยนด้านคอลัมน์ หรือเปลี่ยนใหม่)

  1. Base line drift (กรณีไม่ได้ทำ gradient)
  • อุณหภูมิของคอลัมน์ และ mobile phase ไม่คงที่(โดยเฉพาะ refractive index)
  • mobile phase มีฟองอากาศ หรือมีการปนเปื้อนหรือเกิด air ที่ detector

(ล้าง cell ด้วย strong solvent อาจใช้ 1N HNO3)

  • ความดันสูงทำให้เกิดรอยร้าวที่เซลล์ (มีการอุดตันที่ทางออกด้านหลังของ detector) อาจต้องเปลี่ยน line ใหม่ หรือเปลี่ยน cell
  • คอลัมน์เข้าสู่ equilibrate ช้า โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยน mobile phase
  1. Base line noise ไม่สม่ำเสมอ
  • ตรวจสอบรอยรั่วของ pump
  • มีอากาศค้างในระบบ หรือที่ detectorให้ไล่ด้วย strong solvent
  • cell ไม่สะอาด ให้ทำความสะอาด cell
  • หลอดของ detector หมดอายุการใช้งาน

ประเด็นอภิปรายและผลสรุป

  1. หาก solvent ที่ใช้เป็นชนิด HPLC เกรด ต้องกรองหรือไม่

ผลสรุป หากมีการแบ่งบรรจุ มีการเปิดปิดขวด หลายครั้ง หรือพิจารณาว่า มีโอกาสที่จะมี สิ่งสกปรกต่างๆ เช่น เศษผง ปนเปื้อนได้ ก็ควรกรองก่อน แต่การนำ solvent ชนิด AR grade มาใช้ ต้องกรองก่อนทุกครั้ง

  1. ระยะเวลาที่ degas ต้องนานพอที่จะกำจัดฟองอากาศออกจนหมด ถึงแม้ว่าระบบจะมี in line degas อยู่ก็ตาม เนื่องจากอะไร

ผลสรุป หากมีฟองอากาศเข้าไปในระบบ จะกำจัดออกยาก โดยเฉพาะฟองอากาศที่เข้าไปติดที่ pump หรือ detector จะเกิดปัญหาต่อระบบ จนระบบหยุดทำงานได้ และการไล่ฟองอากาศก็ทำได้ยาก และเสียเวลานาน

Download เอกสาร

1.  เอกสารนี้ในรูปแบบ PDF  Download

2.  powerpoint ประกอบการบรรยาย

1 Comment

  1. tom -  08/02/2011 - 22:07 (Your Comment is Under Moderation)

    ขอบคุณครับ

Leave A Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked (required):

Spam Protection by WP-SpamFree

Back to Top