นโยบายงานวิจัย /จรรยาบรรณนักวิจัย /ระดับคุณภาพบทความวิจัยตีพิมพ์ /ระดับคุณภาพผลงานวิชาการ /แหล่งทุน /ดาวน์โหลด /ฐานข้อมูลวิจัย /วิเคราะห์-สังเคราะห์งานวิจัย /ลิขสิทธิ์ /ข่าว


ผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุมชนเป็นฐานในรายวิชาเภสัชศาสตร์นิเทศ สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

Author

- จีริสุดา คำสีเขียว* ณัฐวัฒน์ ตีระวัฒนพงษ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

Journal

- การประชมทางวิชาการระดับชาติ มอบ.วิจัย ครั้งที่ 8

Volume

- 0

Year

- 2557

Publication type

- Research article (National)

Page list

- 119-133

Abstract

    การจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุมชนเป็นฐาน เป็นวิธีการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ปฏิบัติและให้บริการในศาสตร์ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาในสถานการณ์จริงของชุมชน ตลอดจนสร้างชุมชนให้เกิดการเรียนรู้อีกด้วย การจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุมชนเป็นฐานได้ถูกแนะนำจากสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีงานวิจัยทางการศึกษาเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุมชนเป็นฐานจำนวนมาก ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในรายวิชาเภสัชศาสตร์นิเทศ สำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 1 ซึ่งเป็นรายวิชาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทของเภสัชกรในงานสาธารณสุขและงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลองที่มีการวัดผลก่อนและหลังเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุมชนเป็นฐาน ใน 4 มิติ ได้แก่ 1) ความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 2) ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีพ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษา 4) ทัศนคติต่อบทบาทของเภสัชกรในงานส่งเสริมสุขภาพและคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน โดยรูปแบบของการเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะนักศึกษา ประกอบด้วย การให้ความรู้แบบบรรยายร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งนักศึกษาจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่มีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มเป็นผู้ให้คำแนะนำ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ คือแบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า ประกอบด้วย แบบวัดความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยการประเมินตนเอง (Cronbach's Alpha เป็น 0.96) แบบวัดทักษะการเรียนรู้ตลอดชีพ (Cronbach's Alpha เป็น 0.96) แบบประเมินความพึงพอใจ (Cronbach's Alpha เป็น 0.84) ส่วนทัศนคติต่อบทบาทของเภสัชกรจะใช้แบบสอบถามปลายเปิดในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจะใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ข้อมูลความรู้และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีพ จะใช้สถิติเชิงอนุมาน (Pair t-test) ในการเปรียบเทียบความแตกต่างในช่วงก่อนเรียนและหลังเรียน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจะใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 107 คน พบว่า 1) นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P value < 0.001) ในทุกๆ ด้าน ได้แก่ ความรู้ด้านยา (Mean differences = 1.84 คะแนน) ความรู้ทั่วไป (Mean differences = 1.80 คะแนน) ความรู้ด้านเครื่องสำอาง (Mean differences = 1.69 คะแนน) และความรู้ด้านอาหาร (Mean differences = 1.49 คะแนน) 2) นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยทักษะการเรียนรู้ตลอดชีพหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P value < 0.001) ในทุกๆ ด้าน โดยทักษะที่มีความต่างของค่าคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด 3 อันดับ คือ ทักษะการปฏิบัติ (Mean differences = 1.46 คะแนน) ทักษะการเรียนรู้แบบทีม (Mean differences = 1.42 คะแนน) และทักษะการจัดการ (Mean differences = 1.38 คะแนน) ตามลำดับ 3) ระดับความพึงพอใจของนักศึกษาส่วนใหญ่ พบว่าอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดในทุกหัวข้อการประเมิน โดยพึงพอใจในบทบาทของอาจารย์ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษามากที่สุด 4) นักศึกษาส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อบทบาทของเภสัชกรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทเภสัชกรเชิงรุกด้านการสร้างเสริมสุขภาพดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนมีความตระหนักในจรรยาบรรณของเภสัชกรและความเป็นวิชาชีพเภสัชกรรมมากขึ้น

Keywords

    การจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุมชนเป็นฐาน เภสัชศาสตร์นิเทศ นักศึกษาเภสัชศาสตร์